กิจกรรมของคณะทำงาน โครงการเสนอครูบาศรีวิชัยเป็นบุคคลสำคัญของโลก และโครงการวิจัย
“การรับรู้แนวคิดและบทบาททางสังคมวัฒนธรรมของครูบาศรีวิชัยในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง”
ใน 6 เมือง 3 ประเทศ พื้นที่ ได้แก่
1.สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เมืองหลวงพระบาง
2.สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เมืองพยาก, เมืองยอง และเชียงตุง 3.บ้านห้วยส้าน เมียวดี รัฐกะเหรี่ยง เมียนมา
4.เชียงตุง เมียนมา 5.เมียง จี งู รัฐกะเหรี่ยง เมียนมา 6.สาธารณรัฐประชาชนจีน เมืองสิบสองปันนา
เมืองหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ข้อค้นพบจากการศึกษา ณ เมืองหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ชี้ให้เห็นถึงอัตลักษณ์และอิทธิพลของ “วิถีครูบาศรีวิชัย” ที่ได้รับการยอมรับในฐานะต้นแบบแห่งแรงบันดาลใจ อันประกอบด้วยการบูรณาการวิถีแห่งธรรมะ วิถีล้านนา และวิถีการพัฒนา เข้ากับภารกิจทางวัฒนธรรม สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ได้เป็นอย่างดี ภาพลักษณ์ที่เด่นชัดของท่านคือการเป็น “พระนักพัฒนา” มีวัตรปฎิบัติที่ดีงาม โดยความโดดเด่นมิได้เกิดขึ้นจากการปรุงแต่ง แต่เป็นผลพลอยได้จากความสม่ำเสมอในการปฏิบัติธรรมจนก่อเกิดเป็นบารมีและพลังแห่งความเมตตาตามธรรมชาติ สะท้อนถึงเจตจำนงของผู้บำเพ็ญเพียรตามแนวทางพระโพธิสัตว์ที่มุ่งหวังจะบรรลุธรรมควบคู่ไปกับการทำหน้าที่ทางพุทธศาสนาอย่างสมบูรณ์ เพื่อนำพาผู้คนให้ก้าวข้ามวัฏสงสารทั้งในทางโลกและทางธรรม
ครูบาศรีวิชัยดำรงสถานะผู้นำทางจิตวิญญาณที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างการเคลื่อนไหวทางสังคม (Social Movement) ที่ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกอย่างยั่งยืน ผ่านกระบวนการนำธรรมะเข้าสู่จิตใจของผู้คนและนำผู้คนเข้าหาธรรมะ ท่านคือต้นแบบของพลเมืองโลกที่ก้าวข้ามขีดจำกัดทางพรมแดนด้วยการยอมรับความแตกต่างหลากหลายทางพหุวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ความเชื่อ หรือเพศภาวะ ทว่ายังคงยึดมั่นและให้ความสำคัญต่อรากเหง้าความเป็นล้านนาอย่างลึกซึ้ง การดำรงอยู่ของท่านจึงเป็นเสมือนศูนย์รวมจิตใจที่สะท้อนถึงความเป็น “ผู้มีบุญ” อย่างหนักแน่น ซึ่งสามารถสร้างศรัทธาและเป็นแบบอย่างทางพฤติกรรมที่งดงามให้แก่สังคมวงกว้าง
เมืองพยากและเมืองยอง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา
จากการศึกษาพื้นที่เมืองพยากและเมืองยอง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา พบลักษณะเด่นของ “เครือข่ายความสัมพันธ์” ที่ถักทอขึ้นอย่างเป็นระบบผ่านสองกลไกหลัก ได้แก่ เครือข่ายศาสนสถาน และเครือข่ายศาสนบุคคล ในด้านศาสนสถาน พบการเชื่อมโยงเชิงพื้นที่จากศูนย์กลางล้านนาในประเทศไทย เช่น วัดสวนดอก วัดพระพุทธบาทตากผ้า และวัดหัวแคร่ ส่งผ่านไปยังศาสนสถานในเมียนมาผ่านตัวกลางสำคัญต่าง ๆ ขณะที่ด้านศาสนบุคคล พบเครือข่ายแห่งการสืบทอดแนวคิดและวัตรปฏิบัติจากครูบาศรีวิชัยสู่พระเถระและฆราวาสคนสำคัญ อาทิ ครูบาเขื่อนคำ ครูบาบุญชุ่ม ครูบาสามแสง ไปจนถึงกลุ่มหนานมหาแดง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพลวัตการแพร่กระจายทางวัฒนธรรมที่ขยายขอบเขตไปไกลถึงสิบสองปันนา ทั้งในรูปแบบของการสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรมและการก่อตั้งพุทธสมาคมที่เมืองยอง สะท้อนให้เห็นว่าครูบาศรีวิชัยเป็นจุดเริ่มของต้นแบบแนวคิดการพัฒนาและการสืบสานพระพุทธศาสนาที่ข้ามพรมแดนรัฐชาติ
ในมิติของการรับรู้และบทบาททางสังคมวัฒนธรรม ครูบาศรีวิชัยได้รับการนิยามในฐานะ “พระนักพัฒนา” และ “ตนบุญแห่งล้านนา” คือ กระบวนการพัฒนาของท่านเริ่มต้นจากภายในสู่ภายนอก ได้แก่ การพัฒนาตนเองด้วยวัตรปฏิบัติที่งดงาม การพัฒนาจิตใจและพฤติกรรมของชาวบ้านให้ตั้งมั่นในคุณธรรมและศีล 5 ควบคู่ไปกับการพัฒนาชุมชนผ่านการบูรณปฏิสังขรณ์ศาสนวัตถุและสาธารณประโยชน์ ท่านจึงเป็นเสมือน “ต้นแบบเชิงอุดมคติ” ที่บูรณาการความเป็นผู้มีคุณธรรม (จิตใจดี) ผู้มีจริยธรรม (ประพฤติดี) และนักพัฒนา (สร้างประโยชน์) เข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้เกิดการยอมรับศรัทธาและยึดถือเป็นแนวทางในการสร้างสรรค์ความเจริญทั้งในทางโลกและทางธรรมสืบมา
บ้านห้วยส้าน เมียวดี รัฐกะเหรี่ยง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา
จากการศึกษาพื้นที่บ้านห้วยส้านและเมืองเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา พบพลวัตการรับรู้และความศรัทธาที่มีต่อครูบาศรีวิชัยในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเมย-สาละวินที่สลับซับซ้อนและลึกซึ้ง โดยจำแนกออกเป็นสองมิติหลัก ได้แก่ มิติแรกคือการรับรู้ในฐานะ “ครูบาศีลธรรม” ซึ่งแพร่หลายในหมู่ชาวกะเหรี่ยงที่เน้นการปฏิบัติเคร่งครัดและการฉันมังสวิรัติ อันสอดคล้องกับวิถีปฏิบัติที่พบในหมู่บ้านกะเหรี่ยงเมียงจีงู เมืองพะอัน ที่สืบทอดแนวทางศีล 5 และการละเว้นเนื้อสัตว์มาจากครูบาวงศา มิติที่สองคือการรับรู้ในฐานะ “ตนบุญ” หรือเสมือนพระศรีอริยเมตไตรยของกลุ่มชาวไทในบ้านห้วยส้าน ที่เชื่อมั่นในพลานุภาพความศักดิ์สิทธิ์ในการคุ้มครองป้องกันภัยอันตราย ซึ่งความเชื่อเหล่านี้ยังคงดำรงอยู่อย่างมั่นคงจวบจนปัจจุบัน
นอกจากมิติทางความเชื่อ ยังปรากฏร่องรอยเชิงประจักษ์ของการจาริกแสวงบุญและการขยายตัวของ “เครือข่ายครูบาศรีวิชัย” ที่เชื่อมโยงพื้นที่สองฝั่งโขงเข้าด้วยกัน หลักฐานสำคัญคือรูปปั้นรำลึกถึงครูบาศรีวิชัยและศิษย์เอกอย่างครูบาอภิชัยขาวปีและครูบาพรหมา พรหมจักโก ที่ประดิษฐาน ณ วัดศรีบุญเรือง (เมียนมา) และวัดศรีดอนชัย (ไทย) สะท้อนถึงเส้นทางธรรมยาตราที่ไร้พรมแดน ยิ่งไปกว่านั้น “วิถีครูบาศรีวิชัย” ยังถูกถ่ายทอดผ่านงานสถาปัตยกรรมและการบูรณปฏิสังขรณ์ศาสนสถาน โดยเฉพาะเจดีย์ทรงผสมผสานล้านนา-พม่า ณ วัดส่วยมินหวุ่น (Shwe Muay Wan) ซึ่งเป็นผลงานความร่วมมือระหว่างช่างสล่าสายครูบาศรีวิชัยและคหบดีอย่างหลวงโยนการพิจิตร แสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของท่านในฐานะผู้นำทางจิตวิญญาณที่ใช้พุทธศิลป์และการพัฒนาเป็นเครื่องมือในการเผยแผ่ศาสนาและเชื่อมโยงวัฒนธรรมข้ามรัฐชาติ
เชียงตุง รัฐฉาน สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา
จากการลงพื้นที่เมืองเชียงตุง รัฐฉาน สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา สะท้อนให้เห็นถึง “ภาพลักษณ์ร่วม” ของครูบาศรีวิชัยที่ดำรงอยู่อย่างมั่นคงในความรับรู้ของผู้คน โดยเฉพาะสถานะของ “พระนักพัฒนา” ผู้ไม่เลือกปฏิบัติและเป็นผู้นำการสร้างถาวรวัตถุสาธารณะ ควบคู่ไปกับภาพลักษณ์ของ “ตนบุญแห่งล้านนา” และ “ครูบาศีลธรรม” ผู้เคร่งครัดในวัตรปฏิบัติ อิทธิพลดังกล่าวไม่ได้หยุดอยู่เพียงความศรัทธา แต่ได้ถูก “ผลิตซ้ำ” (Reproduction) จนกลายเป็นวิถีปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ทั้งในมิติพิธีกรรมผ่านการสวดคาถาบารมี 30 ทัศ มิติการพัฒนาที่เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน และมิติทางศิลปกรรมที่ส่งผ่านรูปแบบสถาปัตยกรรมสายวัดพระพุทธบาทตากผ้าสู่ท้องถิ่น ท่านจึงเปรียบเสมือนต้นแบบทางจิตวิญญาณที่เป็นรากฐานสำคัญให้แก่พระสงฆ์รุ่นหลัง อาทิ ครูบาบุญชุ่ม ได้เจริญรอยตาม
ในส่วนของกลไกการถ่ายทอดความรู้ พบว่ามีลักษณะเป็น “สายธารแห่งการเชื่อมต่อ” ที่ผสมผสานระหว่างประสบการณ์ตรงของคณะสงฆ์ที่มีโอกาสพำนักหรือศึกษาในประเทศไทย การสืบทอดผ่านสายตระกูลศิษย์ (Lineage) และการบอกเล่าผ่านตำนานมุขปาฐะ (Oral History) เกี่ยวกับภารกิจสำคัญ เช่น การสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ ปัจจัยเหล่านี้ได้ถักทอจนเกิดเป็น “เครือข่ายความสัมพันธ์ข้ามพรมแดน” (Transnational Network) ที่ทรงพลัง โดยมีจุดร่วมคือประสบการณ์และการยอมรับในอุดมการณ์เดียวกัน ซึ่งถือเป็นทุนทางสังคม (เครือข่าย) ที่สำคัญในการยกระดับความสัมพันธ์ทางพุทธศาสนาระหว่างล้านนาและเชียงตุงให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นบนฐานของธรรมเนียมปฏิบัติที่สอดคล้องกัน
เมียง จี งู รัฐกะเหรี่ยง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา
เมียงจีงู (Myaing Gyi Ngu) เป็นชุมชนกะเหรี่ยงขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในเขตเมืองพะอัน (Hpa-an) เมืองหลวงของรัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา เมืองเมียงจีงู ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2537 โดยการนำของพระอูธุสนะ (U Thuzana) เป็นชุมชนกะเหรี่ยงพุทธพลัดถิ่นขนาดใหญ่ และเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาที่สำคัญแห่งหนึ่งในรัฐกะเหรี่ยง
ข้อมูลจากการลงพื้นที่ศึกษาเมืองเมียงจีงู สะท้อนถึงเครือข่ายแนวคิดและวิถีปฏิบัติของครูบาศรีวิชัยผ่านจารีตปฏิบัติแบบ “ตนบุญ” และการเชื่อมโยงของเครือข่ายการแสวงบุญข้ามพรมแดน ที่เกิดจากลูกศิษย์ของครูบาศรีวิชัยคือครูบาขาวปี และครูบาชัยยะวงศาได้วางรากฐานไว้ในรัฐกะเหรี่ยง ในกรณีของเมืองเมียงจีงูพบว่ามีลักษณะที่เชื่อมโยงกับแนวคิดและวิถีปฏิบัติตามแนวทางวิถีครูบาศรีวิชัย คือ
1.การก่อสร้างศาสนสถานเพื่อแสดงถึงความศรัทธาในพุทธศาสนา พระอูธุสนะสร้างและส่งเสริมให้ผู้คนทั้งชาวกะเหรี่ยงและผู้ศรัทธาสร้างเจดีย์ขนาดเล็ก ขนาดกลางตามเนินเขาและพื้นที่ว่าง ทำให้ในเมียงจีงูมีการก่อสร้างเจดีย์จำนวนมากกว่า 28,000 องค์เรียงรายตั้งแต่ริมฝั่งแม่น้ำเมยไปจนถึงเมืองเมียงจู รวมถึงมี“ทุ่งเจดีย์ เจ๊าก์ส่า” (Kyaik Sae) ที่มีเจดีย์ขนาดเล็กกว่า 2,777 องค์ ประดิษฐานและมีจารึกพระไตรปิฎกภาษากะเหรี่ยงด้านใต้ฐานเจดีย์
2.พระสงฆ์ถือวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัด และการฉันอาหารมังสวิรัติ (Vegetarianism) รวมถึงละเว้นเบียดเบียนสิ่งมีชีวิตทุกประเภท และชาวบ้านทุกคนที่ตั้งถิ่นฐานในเมียงจีงู ต้องงดเว้นการบริโภคหรือครอบครองเนื้อสัตว์โดยเด็ดขาด รวมถึงสุรา และสิ่งเสพติดทั้งหมด แม้กระทั่งผู้ที่เดินทางเข้าไปยังเมียงจีงู ก็ไม่สามารถนำเนื้อสัตว์และสุราทุกชนิดเข้ามายังชุมชนโดยเด็ดขาดเช่นกัน
3.การมีอิทธิพลทางจิตวิญญาณต่อกลุ่มชาติพันธุ์ พระอูธุสนะซึ่งเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวกะเหรี่ยงเมียงจีงู เคยเดินทางไปพระพุทธบาทห้วยต้มเพื่อกราบและถวายงาช้างแด่ครูบาชัยยะวงศาที่เป็นสหายธรรม (spiritual friendship) อย่างยาวนานกับพระทะยันยะสยาดอ (Hsayadaw Thamanya) พระเถระชั้นผู้ใหญ่ในรัฐกะเหรี่ยง ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของพระอูธุสนะ ซึ่งบ้านห้วยต้มเป็นชุมชนชาวกะเหรี่ยงขนาดใหญ่ในอ.ลี้ จ.ลำพูนที่ละเว้นการฆ่าสัตว์และทานอาหารมังสวิรัติเท่านั้นเช่นกัน โดยทั้งพระสงฆ์และชาวบ้านเมียงจีงู มีความศรัทธาและต้องการเดินทางไปกราบสักการะวัดพระพุทธบาทห้วยต้ม เพื่อสืบสานแนวปฏิบัติของพระอูธุสนะ
เมืองคุนหมิง และสิบสองปันนา ประเทศจีน
